ประเด็น ลิเวอร์พูล สิ้นฤทธิ์โดน ไบรท์ตัน ทุบคาแอนฟิลด์

678
ลิเวอร์พูลแพ้ไบร์ตัน
ประเด็นลิเวอร์พูลแพ้ไปร์ตัน

ประเด็น ลิเวอร์พูล กลับมาอยู่ในจุดวิกฤติเกมรุกอีกครั้ง เมื่อไม่สามารถเจาะตาข่าย ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน แถมยังโดนทีมเยือนสอยคาถิ่นแอนฟิลด์ ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และนี่คือประเด็นหลัก

การที่ทีม หงส์แดง ขาด ซาดิโอ มาเน่ ส่งผลกระทบต่อเกมรุกของพวกเขาอย่างแท้จริง โดย เซอร์ดาน ชากีรี่ ไม่สามารถสร้างสรรค์เกมได้เลย ในขณะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เล่นไม่ออก แถมมีโอกาสก็ดันยิงไม่ดี ส่วน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ พยายามที่จะปั้นเกมแล้วแต่ก็ไม่สามารถเจาะเกมรับ “เจ้านกนางนวล” ได้

สำหรับความพ่ายแพ้ในเกมนี้ส่งผลให้ “หงส์แดง” ร่วงไปอยู่อันดับ 4 มีแค่ 40 คะแนนเท่านั้น ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จ่าฝูงถึง 7 แต้ม และยังแข่งมากกว่า 1 แมตช์ ที่สำคัญเกมต่อไปต้องรับมือ “เรือใบสีฟ้า” หากแพ้ คงต้องบอกลาการป้องกันแชมป์ไปได้เลย

ประเด็นเกมรุกกลับมาฝืดอีกแล้ว

ลิเวอร์พูลไปรตัน
ประเด็นลิเวอร์พูลแพ้ไปร์ตัน

หลังจากที่โชว์ฟอร์มโหดชนะ 3-1 ในเกมพบ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ตอนนี้แนวรุกของ ลิเวอร์พูล กลับมาอยู่ในฟอร์มเดิมๆ อีกครั้งเหมือนตอนที่พวกเขาควานหาชัยชนะไม่ได้เลยในเกมลีก 5 แมตช์ก่อนหน้านี้

ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กำลังกลับคืนฟอร์มเก่ง แต่ มาเน่ ดันมาบาดเจ็บทำให้ 2 เกมหลังสุดไม่มีเขาทำหน้าที่ประสานงาน ซึ่งส่งผลให้เกมรุกขาดความไหลลื่น โดยเฉพาะในแมตช์กับ ไบรท์ตัน

แม้ว่าจากสถิติ “เดอะ เร้ดส์” จะครองเกมเหนือกว่า แต่จังหวะการยิงประตูแทบไม่มีให้เห็น ที่ชัดเจนก็คงเป็นจังหวะของ “บังโม” ในช่วงต้นเกม แต่ดันยิงนกตกปลา ขณะที่การเปิดบอลริมเส้นยังคงไร้ประสิทธิภาพเหมือนเดิม

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กับ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ไม่สามารถครอสบอลสวยๆ เหมือนที่เคยทำได้ในช่วง 2-3 ซีซั่นที่ผ่านมา ขณะเดียวกันพอโดนเกมรุกของ ไบรท์ตัน ตอบโต้ แนวรับของ “หงส์แดง” ก็ปั่นป่วนเช่นกัน สุดท้ายก็โดนส่องประตูจนได้ งานนี้ก็ต้องยกเครดิตให้กับเกมรับของ ไบรท์ตัน ที่เล่นได้อย่างมีระเบียบ แทบไม่หลุดต่ำแหน่ง ขณะที่เกมรุกอาศัยจังหวะฉาบฉวยได้ดี จนนำไปสู่ประตูชัย

ประเด็นนกนางนวลพร้อมโบยบินเมื่อมีจังหวะ

ด้วยความที่แนวรับของ ลิเวอร์พูล ค่อนข้างเปราะบาง ด้วยเหตุนี้ เกรแฮม พอตเตอร์ กุนซือไบรท์ตัน ก็เลยเน้นย้ำลูกทีมเมื่อมีโอกาสต้องเปิดเกมบุกเข้าใส่ทันที และงานนี้ก็ได้ผลเพราะทุกครั้งที่ “เดอะ ซีกัลล์ส” ทำเกมขึ้นมาพวกเขาสามารถปั่นป่วนเจ้าบ้านได้ตลอด

สตีเว่น อัลซาเต้, โซโลม่อน มาร์ช และ เลอันโดร ทรอสซาร์ เดินเกมรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่  อีฟส์ บิสซูม่า คุมเกมแดนกลางได้อย่างสุดยอด จัดการ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม และ ติอาโก้ อัลกันตาร่า จนเล่นไม่ออก แถมยังคอยช่วยเกมรับ จนทำให้แนวรุกของ ลิเวอร์พูล เล่นไม่ถนัด

ลิเวอร์พูลแพ้ไบร์ตัน
ประเด็นลิเวอร์พูลแพ้ไปร์ตัน

แท็กติกของ พอตเตอร์ ไม่เน้นครองเกมสู้อยู่แล้ว เพราะเขารู้ดีว่าศักยภาพของลูกทีมคงไม่สามารถฟัดกับ ลิเวอร์พูล ตรงๆ แต่อย่างน้อยๆ เจ้าตัวก็กล้าที่จะให้นักเตะ “นกนางนวล” พยายามวิ่งไล่กดดันสูงเพื่อทำลายจังหวะในการตั้งเกมของ “หงส์แดง” และก็ได้ผลซะด้วย

ไบรท์ตัน เล่นอย่างอดทน ในขณะที่ ลิเวอร์พูล ดูเหมือนรนราน และสุดท้ายทีมเยือนก็มาได้ประตูที่ต้องการ หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาอุด เพราะทุกครั้งที่มีจังหวะเล่นเกมบุกก็จะรีบโจมตีทันที และมีโอกาสบวกสกอร์เพิ่มด้วยซ้ำ

5 แมตช์หลังสุดในลีกพวกเขาแพ้แค่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แค่เม็ดเดียวเท่านั้น และเสมอ ฟูแล่ม แบบไร้สกอร์ นอกนั้นปราบทีมใหญ่อย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, ลีดส์ ยูไนเต็ด และเหยื่อรายล่าสุดก็คือ ลิเวอร์พูล แถมเสียแค่ประตูเดียวในเกมกับ “เรือใบสีฟ้า”

 ประเด็นสามตัวสำรองลงมาไร้ประโยชน์

เกมที่พบกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด นั้น คล็อปป์ เปลี่ยน เคอร์ติส โจนส์, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ลงสนามในครึ่งหลัง ก่อนจะนำมาสู่สามประตูที่สุดยอดทำให้พวกเขาบุกปราบ “ขุนค้อน” ราบคาบ

“เฮนโด้-ฟิลลิปส์” คือเซนเตอร์คู่ที่ 12 ของทีม โดยผลงานของ ฟิลลิปส์ สามารถหุบปากพวกนักวิจารณ์ และโค้ชคีย์บอร์ดได้อย่างดีเยี่ยม เขาทำหน้าที่ได้ดีในการรับมือกับ มิคาอิล อันโตนิโอ ที่ทั้งใหญ่ทั้งเร็ว นอกจากนี้ยังมีจังหวะการโหม่งเคลียร์ได้อย่างสุดยอด

สำหรับแมตช์นี้ กลายเป็นว่า 3 ตัวสำรองอย่าง โจนส์, แชมเบอร์เลน และ โอริกี้ ถูกส่งลงมาโดยที่ไม่สามารถช่วยให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเกมได้เลย โดยเฉพาะในรายของ โอริกี้ นอกจากจะไร้ประโยชน์แล้ว ยังเล่นเกะกะจนทำให้ทีมเสียจังหวะ

หงส์แดง
ประเด็นลิเวอร์พูลแพ้ไบร์ตัน

จุดนี้เป็นสิ่งที่ ลิเวอร์พูล ต้องยอมรับว่าขุมกำลังในเชิงลึกของพวกเขา สู้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ได้ เพราะด้วยปัญหาที่มีนักเตะบาดเจ็บล้นทีม กอปรกับตัวสำรองไม่สามารถทดแทนตัวจริงได้ จึงเป็นเรื่องยากที่ “หงส์แดง” จะสามารถพลิกสถานการณ์เมื่อเวลาที่ทีมตกอยู่ในภาวะคับขัน

ตอนนี้สาวก “เดอะ ค็อป” คงต้องลุ้นให้ มาเน่ ฟิตสมบูรณ์พร้อมลงดวล แมนฯ ซิตี้ ในแมตช์ต่อไป รวมไปถึงภาวนาให้ ดีโอโก้ โชต้า หายเจ็บให้เร็วที่สุด เพราะหากได้ทั้งสองคนนี้กลับมาช่วยทีม แน่นอนว่าเกมรุกของแชมป์เก่าจะมีความหลากหลาย และอันตรายมากขึ้น

ประเด็น เคลเลเฮอร์ ทำดีที่สุดแล้ว

สงสัย อสีสซง เบ็คเกอร์ คงต้องทำเรื่องสเดาะเคราะห์ซะหน่อยแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยมีปัญหาบาดเจ็บหัวไหล่ และสะโพกช่วงต้นฤดูกาลนี้ ล่าสุดก็ไม่ได้ลงเฝ้าเสา เพราะดันมาป่วยทำให้ คล็อปป์ จำเป็นต้องใช้ ควีวิน เคลเลเฮอร์ ทำหน้าที่แทน

หงส์แดง
ประเด็นลิเวอร์พูลแพ้ไบร์ตัน

จะว่าไปแล้ว เคลเลเฮอร์ เคยมีโอกาสลงเฝ้าเสาเปิดตัวในเกมลีกที่ต้นสังกัดไล่ต้อน วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ 4-0 เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเขาโชว์ฟอร์มได้ดีเลยทีเดียว สำหรับในเกมนี้เจ้าตัวก็ไม่ได้ทำผลงานขี้ริ้วขี้เหล่อะไร แถมยังมีชอตเซฟสำคัญด้วยซ้ำ

น่าเสียดายที่ นายทวารชาวไอร์แลนด์ ไม่สามารถช่วยให้ ลิเวอร์พูล เก็บ 3 คะแนนในเกมนี้ แต่ก็คงโทษเขาไม่ได้ เนื่องจากจังหวะที่เสียประตู ถือว่าเป็นเรื่องที่สุดวิสัยจริงๆ แถมดูเหมือนโชคชะตาวาสนาต้องการให้ ไบรท์ตัน ได้ประตูด้วย

ที่สำคัญ เคลเลเฮอร์ ยังช่วยเซฟไม่ให้ ลิเวอร์พูล ต้องแพ้มากกว่า 1 ประตู ฉะนั้นเมื่อจบเกม นายทวารดาวรุ่งวัย 22 ปี เป็นหนึ่งในนักเตะไม่กี่คนของ “เดอะ เร้ดส์” ที่สามารถเดินออกจากสนามด้วยความภูมิใจกับผลงานของตัวเอง

ประเด็นมองแค่ท็อปโฟร์ดีกว่า

แม้ว่าเกมลีกจะผ่านไปเพียง 22 เกมก็ตาม คะแนนระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จ่าฝูง ถึง 7 คะแนน แถม “เรือใบสีฟ้า” ยังแข่งน้อยกว่า 1 นัด ดังนั้นตอนนี้ “หงส์แดง” คงไม่ต้องไปคิดเรื่องป้องกันแชมป์แล้ว แต่ควรมองเรื่องการติดท็อปโฟร์เอาไว้ก่อน

ยิ่งไปกว่านั้นเกมหน้า ลิเวอร์พูล เปิดรังแอนฟิลด์รับมือ “เรือใบสีฟ้า” ที่ฟอร์มกำลังโหดไม่แพ้ใคร 13 นัดติดต่อกันในทุกรายการ และไม่เสียประตูในลีก 6 เกมติดต่อกัน สวนทางกับ “เดอะ เร้ดส์” ที่ตอนนี้พร้อมแพ้ให้กับทุกทีมไม่ว่าจะในบ้านหรือนอกบ้าน

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ ลิเวอร์พูล มักจะแสดงให้เห็นก็คือเวลาที่พวกเขาพบกับทีมใหญ่ มักจะงัดฟอร์มเทพออกมาได้เสมอ และงานนี้ทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็ห้ามประมาท เพราะเชื่อว่า คล็อปป์ คงเน้นย้ำลูกทีมไม่ให้แพ้คาแอนฟิลด์ เป็นเกมที่ 3 ติดต่อกันแน่นอน

งานนี้เชื่อว่าเกมสุดสัปดาห์นี้คงมีแฟนบอลเฉพาะกิจจำนวนมากที่อยากเห็น ลิเวอร์พูล ระเบิดพลังแฝงดับว่าความร้อนแรงของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพราะหากพวกเขาเอาชนะได้ โอกาสในการลุ้นแชมป์จะเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น แม้ “หงส์แดง” จะมีเอี่ยวเพียงนิดหน่อยก็ตาม

หงส์แดง
ประเด็นลิเวอร์พูลแพ้ไบร์ตัน