ลิเวอร์พูล คืนฟอร์มโหดบุกชนะ เวสต์แฮม แบบสบาย 3-1

332
โมฮาเหม็ด ซาลาห์
โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ลิเวอร์พูล”เครื่องจักรสีแดง” กลับมาติดเครื่องอีกครั้ง หลังจากเกมล่าสุด ลิเวอร์พูล บุกรัง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด พร้อมเก็บชัยชนะไปแบบสบาย 3-1 เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้พวกเขาขึ้นไปรั้งอยู่ในอันดับ 3 เรียบร้อยแล้ว

เกมนี้ลิเวอร์พูลมีปัญหาหนักทั้งกองหลังเจ็บต้องใช้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ยืนคู่กับ นาธาเนียล ฟิลลิปส์ ส่วนกองหน้า ซาดิโอ มาเน่ ก็โดนโรคเดี้ยงเล่นงาน เจอร์เก้น คล็อปป์ จำใจต้องใช้ ดิว็อค โอริกี้ โดยมี เซอร์ดาน ชากีรี่ กับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ช่วยประสานงานเกมบุก

ผลงานในการเก็บ 3 คะแนนในแมตช์นี้ทำให้ ลิเวอร์พูล กลับมาสู่ทำเนียบการลุ้นแชมป์ลีกอีกครั้ง โดยตามหลังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อันดับ 2 แค่ 1 คะแนน และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จ่าฝูง (แข่งน้อยกว่า 1 แมตช์) 4 แต้มเท่านั้น

ซาลาห์ คืนฟอร์มโหดโคตรเพชฌฆาต

ลิเวอร์พูล
ลิเวอร์พูล

“คิง ออฟ อียิปต์” คนเก่งของลิเวอร์พูลคนเดิมกลับมาแล้ว !! ต้องยอมรับว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ฟอร์มหายไปสักพักใหญ่ๆ ในช่วงที่่ผ่านมา โดยในลีกไม่สามารถยิงประตูได้เลย 6 เกมติดต่อกันซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อความมั่นใจของนักเตะ แต่ตอนนี้ทุกๆ อย่างยุติลงแล้ว เมื่อ “บังโม” โชว์ฟอร์มดุซัดสองในเกมถลุง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

เกมนี้ดูเหมือน ซาลาห์ ค่อนข้างจะโดดเดี่ยวเพราะขาดสองคู่หูพระกาฬอย่าง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ กับ ซาดิโอ มาเน่ แต่ ดิว็อค โอริกี้ กับ เซอร์ดาน ชากีรี่ ก็สามารถทำผลงานได้เข้าขากับ “บังโม” แม้ครึ่งแรกอาจจะฟอร์มขัดๆ กันบ้าง เพราะต้องใช้เวลาปรับจูนกัน แต่ครึ่งหลังทั้ง 3 คนโชว์ฟอร์มได้ดีเลยทีเดียว

ลิเวอร์พูล
ลิเวอร์พูล

สำหรับจังหวะที่ได้ประตูแรกต้องชื่นชมความสามารถเฉพาะตัวของ ซาลาห์ ที่รับบอลจาก เคอร์ติส โจนส์ และใช้สายตาที่เฉียบคมกับเท้าซ้ายสุดฉมังส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย ส่วนอีกประตูมาจากการเล่นสวนกลับเร็ว และ ชากีรี่ โยนบอลได้อย่างแม่นยำให้ ซาลาห์ ที่จับบอลอย่างเชื่องเท้าและซัดสบายๆ เข้าประตู

ฟอร์มของ ซาลาห์ ในเกมนี้โดดเด่นทั้งจังหวะยิงประตูและการเล่นร่วมกับทีม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของเขากลับมาอีกครั้ง ที่สำคัญตอนนี้เจ้าตัวซัดในลีกไปแล้ว 15 ลูกนำเป็นดาวซัลโว และรวมประตูทุกรายการก็ตะบันไปแล้ว 21 ลูก นั่นหมายความว่านักเตะยิงประตูมากกว่า 20 ลูกให้ “เดอะ เร้ดส์” ได้ 4 ฤดูกาลติดต่อกัน

ดังนั้นในช่วงที่เหลืออยู่ของฤดูกาลนี้ เมื่อ ซาลาห์ กลับมามีความมั่นใจเหมือนเดิน สาวก “เดอะ ค็อป” คงจะได้เห็นของดีของเด็ดอย่างที่เคยเห็นมาตลอด ส่วนแนวรับของคู่แข่งระมัดระวังตัวกันให้ดีก็แล้วกัน

เฮนโด้-ฟิลปินส์ คู่เซนเตอร์ฟอร์มบรรเจิด

เชื่อว่าตอนที่รายชื่อนักเตะตัวจริงของ “หงส์แดง” ออกมา สาวก “เดอะ ค็อป” คงใจหายกันพอสมควรเพราะเซนเตอร์แบ็กในเกมนี้ก็คือ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กับ นาธาเนียล ฟิลลิปส์ ในรายของ “เฮนโด้” ทุกคนรู้ว่าเขามีศักยภาพในการเล่นของแล้ว แต่สำหรับ “แนต” น่าจะเป็นเหมือนบ่อน้ำมันให้แนวรุก “ขุนค้อน” โจมตี

“เฮนโด้-ฟิลลิปส์” คือเซนเตอร์คู่ที่ 12 ของทีม โดยผลงานของ ฟิลลิปส์ สามารถหุบปากพวกนักวิจารณ์ และโค้ชคีย์บอร์ดได้อย่างดีเยี่ยม เขาทำหน้าที่ได้ดีในการรับมือกับ มิคาอิล อันโตนิโอ ที่ทั้งใหญ่ทั้งเร็ว นอกจากนี้ยังมีจังหวะการโหม่งเคลียร์ได้อย่างสุดยอด

ลิเวอร์พูล
ลิเวอร์พูล

เกมนี้ ฟิลลิปส์ อ่านเกมค่อนข้างดีมากๆ และทำหน้าที่ได้ตามที่ คล็อปป์ สั่งเอาไว้ทุกอย่าง โดยเฉพาะการเล่นที่ไม่มีจังหวะโฉ่งฉ่าง นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการเล่นที่มั่นใจ แม้จะโดนแนวรุกของ เวสต์แฮม บุกกดดันหนัก

ขณะที่ เฮนเดอร์สัน ต้องบอกเลยว่าเล่นได้ดีเยี่ยมไม่มีที่ติ แม้จะต้องลงมาทำหน้าที่เป็นเซนเตอร์แบ็กแต่สามารถรับบทบาทนี้ได้อย่างเพอร์เฟกต์ ซึ่งฟอร์มแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ เจมส์ มิลเนอร์ แซว “กัปตันเฮนโด้” อาจจะโดน คล็อปป์ จับเล่นตำแหน่งนี้ยาวจนแขวนเกือกเลยก็ได้ !

สามกำลังสำรองลงมาสร้างความแตกต่างให้กับเกม

ในยามที่ทีมกำลังอยู่ในช่วงอึดอัดหรือต้องการการเปลี่ยนแปลง กำลังสำรองที่อยู่ข้างสนามมีความสำคัญมากๆ และเกมนี้ นายใหญ่ชาวเยอรมัน ใช้ผู้เล่นสำรองได้อย่างคุ้มค่า เพราะการเปลี่ยนตัว 3 นักเตะลงเล่น ส่งผลต่อชัยชนะของทีมอย่างมาก

เกมรุกของ “เดอะ เร้ดส์” ค่อนข้างตื้อทั้งในครึ่งแรก และยาวไปจนถึงเกือบนาทีที่ 60 ทำให้ คล็อปป์ จำเป็นต้องมีการปรับแผนด้วยการส่ง เคอร์ติส โจนส์ ลงไปแทน เจมส์ มิลเนอร์ ซึ่งแค่แป๊บเดียวเท่านั้น เจ้าหนูดาวรุ่งวัย 20 ปีก็แผลงฤทธิ์ทำแอสซิสต์ให้ ซาลาห์ ซัดประตูขึ้นนำ

เคอร์ติส โจนส์
เคอร์ติส โจนส์

หลังจากที่ทีมนำห่าง 2-0 คล็อปป์ เลือกเก็บ ชากีรี่ และส่ง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ลงสนามแทน ซึ่ง “บ็อกบี้” ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเมื่อเขาสามารถปั่นป่วนเกมรับของ เวสต์แฮม ได้ตลอด และช่วยทีมในการสร้างโอกาสยิงประตูได้เรื่อยๆ

จนกระทั่งช่วง 10 นาทีสุดท้าย กุนซือเลือดด๊อยท์ช ต้องถอด โอริกี้ ที่มีปัญหาบาดเจ็บออก และใช้งาน อเล็กซ์ อ็อกเลด-แชมเบอร์เลน ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่ผิดหวังเมื่อเขาประสานงานได้อย่างเพอร์เฟอร์ในกรอบเขตโทษกับ ฟีร์มีโน่ ก่อนที่สตาร์เลือดแซมบ้า จะใจกว้างส่งบอลถวายพานให้ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ซัดประตูที่สามปิดกล่อง

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทีมที่มีคุณสมบัติของการเป็นแชมป์ต้องมี เพราะในยามที่ทีมเกิดปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกมรุก หรือเกมรับ กำลังสำรองจึงมีความสำคัญอย่างมากในการที่จะช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ของทีม

คล็อปป์ ควรได้รับเครดิตในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ในฤดูกาลนี้ถือเป็นซีซั่นที่บ้าบอคอแตกสำหรับ ลิเวอร์พูล อย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องปัญหาผู้เล่นสำคัญบาดเจ็บ แม้หลายคนอาจจะบอกว่าทุกๆ ทีมก็เจอกับปัญหานี้ แต่ “เดอะ เร้ดส์” ดูเหมือนจะโดนหนักกว่าชาวบ้านหลายเท่า

การขาด เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กับ โจ โกเมซ ไปยาวซึ่งอาจจะไม่ได้เล่นตลอดทั้งซีซั่นนี้ ทำให้ คล็อปป์ ต้องใช้งาน ฟาบินโญ่ ยืนเซนเตอร์แบ็กชั่วคราว ร่วมกับ โฌแอล มาติป ซึ่ง มิดฟิลด์ชาวบราซิเลียน ก็ทำหน้าที่ได้ดีทั้งๆ ที่ไม่ใช่ตำแหน่งถนัดของตัวเอง

งานนี้แฟน “หงส์แดง” แทบจะลืมไปแล้วว่า ฟาบินโญ่ โดดเด่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ไม่ใช่กองหลัง ! ในบางเกมเขายังต้องเล่นร่วมกับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ในตำแหน่งคู่เซนเตอร์แบ็ก กรณีที่ มาติป มีปัญหาบาดเจ็บ

ลิเวอร์พูล
ลิเวอร์พูล

เวรกรรมยังไม่หมดแค่นั้นล่าสุดทั้ง ฟาบินโญ่ กับ มาติป ดันบาดเจ็บพร้อมกัน ทำให้ กุนซือชาวเยอรมัน ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการจับ “เฮนโด้” คู่กับ ฟิลลิปส์ ซึ่งพวกเขาก็เล่นกันได้อย่างเข้าขา รับมือเกมรุกของ เวสต์แฮม ได้อย่างดีเยี่ยม

ในส่วนของแดนกลางการที่ทีมต้องขาด 2 มิดฟิลด์ชั้นดีที่ต้องถอยไปยืนเป็นกองหลัง ทำให้ คล็อปป์ ต้องมีการปรับโหมดให้ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ยืนเป็นโฮลดิ้งมิดฟิลด์ซึ่งก็ทำได้ดีมากๆ ส่วน ติอาโก้ อัลกันตาร่า อาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวอีกสักพัก กระนั้นผลงานโดยรวมของเขาก็ยังถือว่าน่าพอใจ

นอกจากนี้การสลับใช้งานระหว่าง เจมส์ มิลเนอร์ กับ เคอร์ติส โจนส์ ก็ถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง ในส่วนของแนวรุกล่าสุด ซาดิโอ มาเน่ โดนโรคเดี้ยงเล่นงาน ขณะที่ ฟีร์มีโน่ ถูกดร็อปเป็นสำรอง และ คล็อปป์ เลือกใช้งาน ชากีรี่ กับ โอริกี้ โดยทั้งคู่ก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม

นอกจากนี้การสลับใช้งานระหว่าง เจมส์ มิลเนอร์ กับ เคอร์ติส โจนส์ ก็ถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง ในส่วนของแนวรุกล่าสุด ซาดิโอ มาเน่ โดนโรคเดี้ยงเล่นงาน ขณะที่ ฟีร์มีโน่ ถูกดร็อปเป็นสำรอง และ คล็อปป์ เลือกใช้งาน ชากีรี่ กับ โอริกี้ โดยทั้งคู่ก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม

การไล่ล่าของแชมป์เก่ากลับมาแล้ว

ช่วงคริสต์มาสร่ายยาวมาจนเกือบปลายเดือนมกราคม หลายๆ คนเริ่มรู้สึกว่า ลิเวอร์พูล กำลังจะหลุดวงโคจรในการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก เนื่องจากพวกเขาสะกดคำว่าชนะในลีกไม่เป็นเลย 5 เกมติดต่อกันพร้อมกับยิงได้แค่ประตูเดียวเท่านั้น

ลิเวอร์พูล
ลิเวอร์พูล

อย่างไรก็ตามเมื่อถึงจุดต่ำสุดทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้น และสิ่งที่สาวก “เดอะ ค็อป” เฝ้ารอก็มาเร็วกว่าที่คาดคิดเมื่อพวกเขาสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดในเกมบุกกรุงลอนดอน ไล่ต้อน ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 3-1

เมื่อฟอร์มเริ่มเข้ารูปเข้ารอยต่อให้มีปัญหานักเตะบาดเจ็บเยอะก็ไม่ส่งผลต่อระบบของ คล็อปป์ เพราะพวกเขายังคงเล่นได้ตามแท็กติกที่ “เจ้านาย” วางเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ส่งผลให้สามารถบุกเมืองหลวงผู้ดี เก็บ 3 แต้มในเกมสอย เวสต์แฮม

นอกจากผลงานที่ยอดเยี่ยมแล้ว พวกเขายังมีความเองเพราะทีมที่มีอันดับอยู่เหนือกว่าทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เลสเตอร์ ซิตี้ ต้องอยู่ในช่วงสะดุดขาตัวเองเช่นกันทำให้ตอนนี้ “หงส์แดง” สยายปีกขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ตามหลัง “ผีแดง” อันดับ 2 แค่แต้มเดียว และตาม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งแข่งน้อยกว่า 1 แมตช์ จ่าฝูง 4 คะแนนเท่านั้น

แน่นอนว่ายังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงการคว้าแชมป์ แต่ด้วยฟอร์มที่ค่อยๆ กลับคืนมาของ ลิเวอร์พูล ดีไม่ดีภายในสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ อันดับในตารางลีก อาจจะมีการอเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็ได้